Rechercher dans ce blog

Thursday, April 1, 2021

เปิดโผถนน 25 สายทั่วไทย เหยียบ 120 กม./ชม. ปลายปีนี้ - ประชาชาติธุรกิจ

“ศักดิ์สยาม” กดปุ่มดีเดย์ ซิ่ง 120 กม./ชม.วันแรกสายเอเชีย “บางปะอิน – อ่างทอง” แย้มปลายปีนี้เหยียบมิด 25 สายทั่วไทย ของบกปถ. วงเงิน 800 ล้านทุ่มปรับปรุง หวั่นไม่พอจ่อขอส่วนอื่นเพิ่ม

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2564 ที่หมวดทางหลวงบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี เริ่มต้นใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง ช่วงกม.4+100 – กม. 50+000 ทั้งขาเข้าและขาออก ระยะทาง 45.9 กม.

เป็นนโยบายแรกเริ่ม

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า นโยบายการปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ จากความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. เป็นความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. เป็นนโยบายที่ริเริ่มตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ค. 2562 โดยเส้นทางแรกที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในวันนี้คือ ทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน – ทางต่างระดับอ่างทอง

ทล.กาง 19 เส้นทางนำร่องต่อ

หลังจากเริ่มต้นที่เส้นทางนี้ กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีแผนจะประกาศใช้สายทางในระยะที่ 2 ภายในเดือนส.ค. 2564 นี้ ครอบคลุมเส้นทางในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ระยะทางประมาณ 261.49 กม.จำนวน 14 เส้นทาง

ประกอบด้วย    1. ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนหางน้ำหนองแขม – บ้านหว้า – วังไผ่ ระยะทาง 25.273 กม. จ.นครสวรรค์ 2.ทางหลวงหมายเลข 2 ตอนบ่อทอง – มอจะบก ระยะทาง 14.8 กม. จ.นครราชสีมา

3.ทางหลวงหมายเลข 32 ตอนอ่างทอง – ไชโย – สิงห์ใต้ – สิงห์เหนือ – โพนางดำออก ระยะทาง ระยะทาง 63 กม. จ.อ่างทอง – สิงห์บุรี

4.ทางหลวงหมายเลข 347 ตอนเทคโนโลยีปทุมธานี – ต่างระดับเชียงรากน้อย ระยะทาง 10 กม. จ.ปทุมธานี

5.ทางหลวงหมายเลข 1 ตอน หนองแค – หินกอง – ปากข้าวสาร – แยกสวนพฤกษศาสตร์พุแค ระยะทาง 26 กม. จ. สระบุรี

6.ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนประตูน้ำพระอินทร์ – หนองแค ระยะทาง 27.18 กม. จ.พระนครศรีอยุธยา

7.ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนต่างระดับคลองหลวง – ประตูน้ำพระอินทร์ ระยะทาง 6.82 กม. จ.ปทุมธานี

8.ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนสนามกีฬาธูปะเตมีย์ – ต่างระดับคลองหลวง – ประตูน้ำพระอินทร์ ระยะทาง 10 กม. จ.ปทุมธานี

9.ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนคลองหลวงแพ่ง – ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 11 กม. จ.ฉะเชิงเทรา

10.ทางหลวงหมายเลข 34 ตอนบางนา – ทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 15 กม. จ.สมุทรปราการ

11.ทางหลวงหมายเลข 9 ตอน บางแค – คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทาง 9.872 กม. กรุงเทพฯ 12.ทางหลวงหมายเลข 35 ตอนนาโคก – แพรกหนามแดง ระยะทาง 24.6 กม. จ.สมุทรสงคราม

13.ทางหลวงหมายเลข 4 ตอนเขาวัง – สระพระ 1 ระยะทาง 6.9 กม. จ.เพชรบุรี

และ14.ทางหลวงหมายเลข 4 ตอนเขาวัง – สระพระ 2 ระยะทาง 11.5 กม. จ.เพชรบุรี

และยังมีอีก 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,761 กม. ที่จะทยอยปรับปรุงและเปิดใช้ความเร็วดังกล่าวในระยะถัดๆไป คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงได้ในช่วงปลายปี 2564 นี้

ประกอบด้วย 1.เส้นทางภาคเหนือ สายทางที่ 1 ตอนหางน้ำหนองแขม – กลางสะพานแม่น้ำแม่สาย เขตชายแดนไทย-พม่า ระยะทาง 585.7 กม. เชื่อมจากจ. อุทัยธานี – เชียงราย

2. เส้นทางภาคอีสาน สายทางที่ 2 ตอนสระบุรี – สะพานมิตรภาพไทยลาว หนองคาย ระยะทาง 495.4 กม. เชื่อมจากจ.สระบุรี – หนองคาย

3.เส้นทางภาคอีสานตอนล่าง สายทางที่ 24 ตอน ทางต่างระดับสีคิ้ว – อุบลราชธานี ระยะทาง 419.8 กม. เชื่อมจากจ.นครราชสีมา – อุบลราชธานี

4.เส้นทางภาคกลาง-ตะวันตก สายทางที่ 340 ตอนบางบัวทอง – ชัยนาท ระยะทาง 164.2 กม. เชื่อมจ.นนทบุรี – สุพรรณบุรี – ชัยนาท

และ 5. เส้นทางภาคใต้ สายทางที่ 44 ตอนอ่าวลึก – หินโงก ระยะทาง 96 กม. เชื่อมจ.ภูเก็ต – สุราษฎร์ธานี

ทช.คิกออฟ 6 เส้นทาง

ส่วนกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มี 6 สายทางที่จะนำร่องใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ประกอบด้วย

1. ถ.ราชพฤกษ์ ระยะทาง 25.2 กม.
2.ถ.นครอินทร์ ระยะทาง 12.4 กม.
3.ถ.ชัยพฤกษ์ ระยะทาง 11.18 กม.
4.แยกทางหลวงหมายเลข 7 ช่วงกม.ที่ 80+600 – บ้านหนองกระเสริม ระยะทาง 4.982 กม. จ.ชลบุรี
5.แยกทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงกม.ที่ 192+772 – นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะทาง 7.471 กม. จ.ชลบุรี
และ6. ถ.สมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ระยะทาง 26.108 กม. จ. เชียงใหม่

สำหรับถนนที่จะเข้าเกณฑ์จะต้องปรับปรุงเพิ่มมาตรฐานทางกายภาพให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เสริมการก่อสร้างอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างทาง (Concrete Barrier) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเนื่องจากการเสียหลักตกเกาะกลาง

ปรับปรุงจุดกลับรถระดับราบ เพื่อลดการตัดกันของกระแสจราจร ติดตั้งป้ายจราจรและป้ายเปลี่ยนข้อความได้เพื่อสื่อสารการใช้ความเร็วที่เหมาะสมในแต่ละช่องจราจร

รวมทั้งติดตั้งแถบเตือน Rumble Strips เพื่อแจ้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการเข้าเขตควบคุมความเร็ว การติดตั้งระบบป้ายปรับเปลี่ยนข้อความ และการก่อสร้างจุดกลับรถแบบเกือกม้าทุกๆ 10 กม.ด้วย

ของบ กปถ. 800 ล้านปรับปรุงถนน

สำหรับการดำเนินการปรับปรุงสภาพถนน เบื้องต้นจะใช้งบจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) โดยวงเงินที่คาดว่าจะใช้ได้ก่อนตอนนี้ประมาณ 800 ล้านบาท

ทช.รับงบไม่พอ

นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวกับ”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า งบปรับปรุงสภาพถนนที่ ทช. ได้รับจากกองทุน กปถ.อยู่ที่ 200 ล้านบาท จะนำมาปรับปรุงถ.ราชพฤกษ์ และชัยพฤกษ์ก่อน เพื่อให้เปิดวิ่งนำร่องในช่วงปลายปี 2564 นี้

แต่ยอมรับว่า วงเงินที่ได้มาน้อยไป จะต้องมีการหารือกับกรมทางหลวง เพื่อหาแหล่งเงินกู้อื่นๆมาช่วย ซึ่งยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกันอยู่

Let's block ads! (Why?)


เปิดโผถนน 25 สายทั่วไทย เหยียบ 120 กม./ชม. ปลายปีนี้ - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

ปตท. ลุยงานงานหิน วิจัย "สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม" ตั้งเป้า 3 ปี ออกตลาด - ประชาชาติธุรกิจ

สวทช.-อภ.-ปตท. ผนึกกำลังต่อยอดการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบทางยา ส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพให้คนไทย ต่อยอดความสำเร็จการพัฒนาและวิจัยกระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients; API) ศึกษาศักยภาพเชิงพาณิชย์ มุ่งลดพึ่งพาการนำเข้า ส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพให้คนไทย ลดการนำเข้า ตั้งเป้า 3 ปี ออกตลาด

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า วันนี้ (1 เมษายน 2564) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการ องค์การเภสัชกรรม (อภ.)  และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “กระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients; API) และ ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และ/หรือการสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศไทย” ส่งเสริมยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน New S-Curve ด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ตั้งเป้าระยะแรกเน้นการวิจัยและพัฒนา API สำหรับโรค COVID-19 รวมถึง API ของ ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) และ ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir)

API เป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตยา โดยปัจจุบันประเทศไทยยังต้องมีการนำเข้า API จากต่างประเทศมากกว่า 95% ความร่วมมือในครั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ (Laboratory scale) การถ่ายทอดเทคโนโลยีจนถึงระดับอุตสาหกรรม (Industrial scale) ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Feasibility Study) ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีสาธารณสุขที่มั่นคงต่อไป

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า “สวทช. เป็นหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่ง สวทช. มีองค์ความรู้ บุคลากร ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางด้านเคมีสังเคราะห์ที่จะช่วยหนุนเสริมองค์การเภสัชกรรมในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ได้เองภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมยาแบบครบวงจร และส่งเสริมงานด้านสาธารณสุขของประเทศ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ตั้งเป้าสร้างศักยภาพการผลิตยาในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทยในอนาคต

โดยเห็นได้จากที่ผ่านมา นักวิจัย สวทช. ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับต้านโรค COVID-19 ขึ้นเองภายในประเทศ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอบโจทย์วงการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์จากต่างประเทศ ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางด้านการผลิตยาของประเทศ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรม API ของประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ สวทช. พร้อมที่จะสนับสนุนนักวิจัยที่มีองค์ความรู้ และความสามารถในการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อถ่ายทอดให้กับองค์การเภสัชกรรมต่อยอดไปสู่ระดับโรงงานต้นแบบ และพร้อมสนับสนุนข้อมูลให้แก่ ปตท. เพื่อใช้ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เพื่อผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) ในระดับอุตสาหกรรมต่อไป”

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการ องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่าอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกว่า 95% และจากการระบาดของโรค COVID-19 ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบยาสำหรับรักษาโรค COVID-19 และวัตถุดิบยาจำเป็นอื่นๆ เนื่องจากประเทศหลัก ๆ ที่ผลิตวัตถุดิบยา อย่างเช่น จีน และ อินเดีย ต่างก็มีปัญหาทั้งในเรื่องการขนส่งวัตถุดิบข้ามประเทศและอีกทั้งยังต้องสำรองวัตถุดิบยารักษาโรค COVID-19 และวัตถุดิบยาจำเป็นไว้ใช้ในประเทศตัวเอง ซึ่งการที่ประเทศไทยมีการผลิตวัตถุดิบทางยาขึ้นสำหรับใช้เองจะเป็นการสร้างความมั่นคง และการพึ่งพาตนเองด้านยาของประเทศได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้าง Ecosystem ในการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบที่เป็นตัวยาใหม่ (NCE, New Chemical Entities) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เคยทำได้

ความร่วมมือนี้ องค์การเภสัชกรรมซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านเภสัชกรรมทั้งวัตถุดิบและยาสำเร็จรูป จะทำหน้าที่นำเทคโนโลยีการสังเคราะห์วัตถุดิบที่ทาง สวทช. ได้พัฒนาจนสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว มาพัฒนาต่อยอดกระบวนการสังเคราะห์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการสังเคราะห์ที่พร้อมสำหรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่ง ปตท. สวทช. และ อภ. จะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-curve) ที่มีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในด้านการพัฒนาสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเอง ด้วยการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการผลิต โดยองค์กรหรือบริษัทเอกชนไทย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นฐานการผลิตเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทย

ดังนั้น ความสามารถในการดำเนินการด้านยาแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของประเทศ จะช่วยเสริมความมั่นคงในอุตสาหกรรมยาของประเทศ ตลอดจนลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะยาที่มีความจำเป็นต้องใช้เร่งด่วน อาทิ ยาที่ช่วยรักษาโรค COVID-19 ในปัจจุบัน

ในความร่วมมือนี้ ปตท. จะดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของ API ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นมาในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนรูปแบบโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อต่อยอดการวิจัยและพัฒนา API ของไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ปตท. ตั้งเป้าขับเคลื่อนธุรกิจ Life Science ให้เห็นผลเชิงรูปธรรม จึงได้จัดตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีวิสัยทัศน์ คือ บริษัทชั้นนำด้านชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาคที่มีวิทยาศาสตร์อันเป็นเลิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน”

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา API จนถึงขั้นผลิตออกสู่ตลาดได้นั้น จำเป็นต้องประกอบด้วย ศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา ความเชี่ยวชาญในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐาน และความสามารถในการพัฒนาธุรกิจเชิงพาณิชย์ และด้วยศักยภาพความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 องค์กร จะช่วยส่งเสริมให้โครงการสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ ทั้งนี้ การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา API ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี

Let's block ads! (Why?)


ปตท. ลุยงานงานหิน วิจัย "สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม" ตั้งเป้า 3 ปี ออกตลาด - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

รฟท. ขอคืนพื้นที่ ริมทางรถไฟเมืองโคราช 390 ครัวเรือน ผวาเป็นคนไร้บ้าน - มติชน

รฟท. ขอคืนพื้นที่ ริมทางรถไฟเมืองโคราช 390 ครัวเรือน ผวาเป็นคนไร้บ้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 เมษายน ที่ห้องประชุมอาคารคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มร.นม.) คณะทำงานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) หรือ พอช. พร้อมเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา บุคลากร มร.นม. และผู้แทนชุมชนริมทางรถไฟโคราชร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-นครราชสีมา

และรถไฟทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ซึ่งมีเส้นทางผ่านเขตเมือง นครราชสีมา ส่งผลให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องขอคืนพื้นที่เขตทางรถไฟด้านละ 40 เมตร ล่าสุดได้ทยอยอนุมัติให้มีการก่อสร้างเป็นช่วง ๆ พร้อมขอคืนพื้นที่ตามแนวเขตรถไฟ เพื่อพัฒนาที่ดินรถไฟ

ทั้งนี้การสำรวจครั้งแรกพบกว่า 700 หลังคาเรือน ในเขต 13 ชุมชน ได้รับผลกระทบ หลังได้คัดกรองตามตามหลักเกณฑ์คงเหลือ 9 ชุมชน รวม 390 ครัวเรือน ประกอบด้วยถนนเลียบนคร, ประสพสุข, สองข้างทางรถไฟ, หลังจวน, ราชนิกูล 1, ราชนิกูล 2 ,ราชนิกูล 3, เบญจรงค์ ,ทุ่งสว่าง-ศาลาลอยและมหาชัย-อุดมพร ซึ่งมีสัญญาเช่าถูกต้องแต่ครบกำหนดเวลาและ รฟท.ไม่มีนโยบายให้ต่อสัญญาและกลุ่มที่มาจับจองเขตทางรถไฟเป็นเวลาหลายสิบปี

ส่วนหนึ่งมีฐานะยากจน ทั้งตระเวนเก็บของเก่าขายและหาเช้ากินค่ำหรือประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป การหาข้อสรุปที่ต่างบริบทจึงไม่ตกผลึก มติที่ประชุมจึงให้จัดตั้งเครือข่ายริมรางเมืองย่าโม เพื่อสำรวจให้ครอบคลุมและเตรียมแผนรับการถูกไล่รื้อ จากนั้นจะได้รวบรวมข้อมูลนำเสนอคณะกรรมการ รฟท.ให้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่อยู่ในที่ดินของ รฟท. หรือชดเชยเยียวยาตามกฎหมาย

เบื้องต้นได้ร้องขอที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของ รฟท. ประมาณ 53 ไร่ บริเวณข้างวัดป่าสาลวัน หากมีอุปสรรคขอให้จัดหาที่ดินตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่เกิน 5 กิโลเมตร กรณีให้เช่าที่ดินหรือขายราคาประเมินต้องเหมาะสมและเป็นธรรม มิเช่นนั้น 390 ครัวเรือน จะกลายเป็น “คนไร้บ้าน”

นายวิชยะพงศ์ ปิยะธัญญานนท์ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เปิดเผยว่า พวกเราได้รวมตัวเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2558 ตั้งแต่ทราบจะมีการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ตระเวนยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วงที่เดินทางมาประชุม ครม.สัญจร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ประเด็นสำคัญชาวบ้าน 9 ชุมชน มิได้คัดค้านโครงการหรือถ่วงความเจริญของบ้านเมืองแต่อย่างใด ขอให้รัฐจัดสรรที่ดินให้มีที่ซุกหัวนอนตั้งอยู่ในละแวกเขตเมือง โดยยินดีเช่าหรือซื้อลักษณะเงินผ่อนดอกเบี้ยไม่แพงมากนัก ขณะนี้พวกเรากังวลใจมาก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ รฟท. ได้มาแจ้งประมาณ 3 เดือน จะมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

Let's block ads! (Why?)


รฟท. ขอคืนพื้นที่ ริมทางรถไฟเมืองโคราช 390 ครัวเรือน ผวาเป็นคนไร้บ้าน - มติชน
Read More

กทม.ชะลอสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด - มติชน

แฟ้มภาพ
กทม.ชะลอสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ (1 เมษายน 2564) นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ห้าม กทม.ดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฉพาะแผนงานที่ 1 ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง เนื่องจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอให้ กทม.เพิกถอนโครงการ และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินโครงการ กทม.จึงได้ชะลอโครงการ ตามคำสั่งศาลปกครองกลางตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563

“อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งห้าม กทม.ดำเนินโครงการ เฉพาะแผนงานที่ 1 คือ ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ 1 ฝั่งตะวันออก จากสะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทาน สามเสน ระยะทาง 2.99 กิโลเมตร และ ช่วงที่ 3 ฝั่งตะวันตก จากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัด ระยะทาง 3.20 กิโลเมตร กทม.ก็จะชะลอการดำเนินโครงการต่อไป” นายไทวุฒิ กล่าวและว่า ยืนยันที่ผ่านมา กทม.มีความตั้งใจจะดำเนินโครงการ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้พิจารณาและศึกษารายละเอียดครอบคลุมทุกข้อกังวลของประชาชน ตลอดจนดำเนินการทุกขั้นตอนตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีที่มาจากการที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) มีแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสภาพเสื่อมโทรม ให้มีภูมิทัศน์ที่น่ามอง และมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยมีแผนการปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรรองรับการเดินทางด้วยจักรยาน (Bike Lane) การชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา การพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพและนันทนาการ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบและให้จัดตั้งคณะทำงานศึกษาความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเท่าเทียม

โดย กทม.ร่วมกับคณะกรรมการและคณะทำงานโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชุดต่าง ๆ จัดทำรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้ครอบคลุมแผนการดำเนินงานที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และสอดคล้องกับแผนพัฒนาอื่นๆ ทั้งด้านผังเมือง ระบบระบายน้ำ สิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งมวลชน และส่งเสริมการท่องเที่ยว จำนวน 12 แผนงาน ประกอบด้วย (1) แผนงานทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา (2) แผนงานปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อน (3) แผนงานพัฒนาท่าเรือ (4) แผนงานพัฒนาศาลาท่าน้ำ (5) แผนงานพัฒนาพื้นที่บริการสาธารณะ (6) แผนงานพัฒนาเส้นทางการเข้าถึงพื้นที่ (7) แผนงานปรับปรุงพื้นที่แนวคูคลองประวัติศาสตร์ (8) แผนงานพัฒนาพื้นที่ชุมชน (9) แผนงานการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ศาสนสถาน (10) แผนงานการพัฒนาพื้นที่นันทนาการและสวนสาธารณะริมน้ำ (11) แผนงานพัฒนาจุดหมายตาริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ (12) แผนงานพัฒนาสะพานคนเดิน

ในระยะแรก มีแผนจะดำเนินการนำร่องจากสะพานพระราม 7 – สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนที่ 1 – 6 ประกอบด้วย การก่อสร้างทางเดินทางจักรยานริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างและซ่อมแซมแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมให้สมบูรณ์ สร้างท่าเรือโดยสารทดแทนของเดิมทั้งหมด สร้างศาลาท่าน้ำหน้าศาสนสถานและพื้นที่บริการสาธารณะริมฝั่งแม่น้ำสำหรับจอดรถจักรยาน หรือให้ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งเป็นจุดประชาสัมพันธ์และจุดให้บริการฉุกเฉิน ตลอดจนปรับปรุงถนน หรือซอย เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากริมน้ำสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 1 ถนนสามเสน และถนนจรัญสนิทวงศ์

QR Code LINE @Matichon

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้น้ำใจคนกีฬา! ‘มาดามแป้ง’ ปลื้ม ‘บิ๊กต๊อบ’ ร่วมทำบุญกับมูลนิธิ
บทความถัดไปกราดยิงสหรัฐ ดับ 4 มีเด็กรวมอยู่ด้วย

matichon

Let's block ads! (Why?)


กทม.ชะลอสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด - มติชน
Read More

นายกฯลั่นสถานะทางการเงินของ'ไทย'ยังดีอยู่ แข็งแกร่งพอ - กรุงเทพธุรกิจ

1 เมษายน 2564

30

"นายกฯ" ลั่น สถานะทางการเงินของไทย ยังดีอยู่ แข็งแกร่งพอ แม้ช่วงนี้รายได้มีจำกัด

พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ถึงสถานะทางการเงินของประเทศว่า ในช่วงนี้เงินรายได้มีจำกัด แต่สถานการณ์การเงินเรายังดีอยู่ เรายังมีสถานะการเงินที่ยังแข็งแกร่งพอ

Let's block ads! (Why?)


นายกฯลั่นสถานะทางการเงินของ'ไทย'ยังดีอยู่ แข็งแกร่งพอ - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

สอวช.ถก 'โปรตีนทางเลือกจากพืช' หวังสร้างอีโคซิสเต็ม ดันโอกาสธุรกิจไทย - กรุงเทพธุรกิจ

1 เมษายน 2564

33

สอวช. ดึง ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร – ผู้ประกอบการ Plant-Based Meat ร่วมวงคุย โปรตีนทางเลือกจากพืช เชื่อ! เป็นโอกาสของธุรกิจไทย ที่สามารถเติบโตได้ในตลาดโลก

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดรายการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อมองหาและสร้างโอกาสให้กับประเทศผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรง ในรายการ Future Talk by NXPO โดยนำเทรนด์อุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงอย่าง “Plant-based Meat อาหารพันธุ์ใหม่ โอกาสไทยในอนาคต”มาเป็นประเด็นพูดคุย

161719928966

โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ รองผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และนายวรกันต์ ธนโชติวรพงศ์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง มอร์มีท สตาร์ทอัพผู้ผลิตและจำหน่าย Plant-Based Meat ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.

ผศ.ดร. อัครวิทย์ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า Plant-Based Meat คือเนื้อที่ทำมาจากพืช สร้างขึ้นมาทดแทนเนื้อที่ได้จากสัตว์ที่ปกติจะมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีสารอาหารอื่นๆ เช่น ไขมัน วิตามิน เป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง เมื่อนำพืชมาเป็นวัตถุดิบ จึงต้องเป็นพืชที่มีความหลากหลายและมีปริมาณโปรตีนและสารอาหารเพียงพอ ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์

161719930218

ในมุมของผู้ประกอบการนายวรกันต์ มองว่า จุดที่น่าสนใจของธุรกิจนี้คือ การที่สามารถนำพืชที่หาได้ในท้องถิ่น มาทำเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช นำไปประกอบอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ ต่างจากโปรตีนเกษตร ปัจจุบันสามารถนำมาปั้น ต้ม ใส่ในหม้อสุกี้ หรือทำเบอร์เกอร์ได้ ที่สำคัญคือพืชไม่มีคอเลสเตอรอล เมื่อรับประทานโปรตีนจากพืชจะสามารถควบคุมคอเลสเตอรอลได้ด้วย

“ตลาดของ Plant-Based Meat มีค่อนข้างหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ที่ปรุงรสแต่งกลิ่นเหมือนเนื้อสัตว์เลยก็มี แต่ในผลิตภัณฑ์ของมอร์มีท เป็นโปรตีนจากพืชที่ไม่ปรุงรส ไม่แต่งกลิ่น เพราะต้องการให้ลูกค้านำไปปรุงเองต่อได้ โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากการมองเห็นปัญหา ทั้งเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จากนั้นจึงมองหาธุรกิจที่จะสามารถมาตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ จึงเริ่มศึกษาและเริ่มจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่พบว่าสินค้าของต่างชาติไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการ Plant-Based ของกลุ่มลูกค้าไทย จึงเริ่มหันมาทำสินค้าเองให้ตอบโจทย์ลูกค้าในการนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย รวมถึงมองเห็นโอกาสการเติบโตในตลาด มังสวิรัติ ที่ทั้งในไทยและจีนมีการเติบโตถึง 30% ตั้งแต่ปี 2019 จึงทำให้หันมาจับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มแรกในทีมผู้ก่อตั้งไม่มีใครจบด้านอาหาร แต่รู้จักกับอาจารย์ที่จบทางด้านนี้ จึงได้เข้ามาทำงานร่วมกัน ใช้ระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่คิดค้นว่าจะใช้พืชชนิดใด จนมาเจอเห็ดแครงที่ให้ผิวสัมผัสและมีรสสัมผัสที่สามารถขบเคี้ยวได้ มีสารอาหารที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทางอาจารย์ในทีมจะช่วยเหลือในเรื่องการคำนวณสัดส่วนของส่วนผสมที่เหมาะสม ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับนักวิจัยไทย ก่อนจะได้เป็นผลิตภัณฑ์ออกมา”
นายวรกันต์ กล่าว

สำหรับโอกาสของธุรกิจนี้ในเมืองไทย ผศ.ดร.อัครวิทย์ มองว่า กลุ่มสตาร์ทอัพกับ SMEs ยังมีโอกาสค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการคิดพลิกแพลงนำเนื้อสัตว์จากพืชมาประยุกต์ให้เกิดอาหารที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น จากข้อมูลด้านการเติบโตทางการตลาด พบว่า ธุรกิจนี้เติบโตสูงในกลุ่มประเทศยุโรป สแกนดิเนเวีย และสหรัฐอเมริกา แต่ในเอเชียยังมีการเติบโตน้อย แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต จากกระแสเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ที่เป็น       เทรนด์อยู่ทั่วโลก ดังนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์เรื่องรสชาติ ลักษณะของผลิตภัณฑ์ ความสะดวกในการนำไปประกอบอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“แนวโน้มของตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น Plant-Based Meat มีโอกาสเติบโตสูงมากในตลาดโลก เนื่องจากภายใน 30 ปีข้างหน้า คาดว่าความต้องการอาหารโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 60% จากจำนวนประชากรโลกที่เข้าใกล้หมื่นล้านคน และในทุกช่วงวัยต่างต้องการโปรตีนเป็นองค์ประกอบในอาหารเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย แต่พบว่าปัญหาการขาดแคลนโปรตีนในโลกยังมีอยู่ค่อนข้างสูง โดยปกติคนเราต้องกินโปรตีนประมาณ 0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และกลุ่มคนที่ออกกำลังกายหนักๆ จะต้องกินโปรตีนสูงถึง 1-2 กรัมต่อน้ำหนักตัว ซึ่งโปรตีนที่บริโภคในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้มาจากเนื้อสัตว์กับปลาเป็นหลัก แต่ด้วยกระแสของการอนุรักษ์ ความกังวลเรื่องการฆ่าสัตว์ หลายคนจึงหันมาสนใจโปรตีนทางเลือก ทำให้ตลาดทั่วโลกเติบโตสูงขึ้น เป็นโอกาสของประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัตถุดิบพื้นถิ่นสูงกว่าประเทศอื่นๆ หลายประเทศ เพราะฉะนั้นจะมีตัวเลือกแหล่งของโปรตีนใหม่ โดยเฉพาะโปรตีนที่จะมาจากพืชในอีกหลายชนิด” ผศ.ดร. อัครวิทย์ กล่าว

161719931859

ในส่วนของความต้องการด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ นายวรกันต์ เสนอว่า รัฐควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องเครื่องมือ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารใหม่ๆ ในมุมของกลุ่มที่เป็นสตาร์ทอัพ ด้านอุตสาหกรรมอาหาร เรื่องเครื่องจักรเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่และมีมูลค่าสูง หากรัฐจะสามารถช่วยจัดหาเครื่องมือ หรือให้บริการในราคาที่ถูก จะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง ในแง่การพัฒนาสินค้าเพิ่มเติม หรือเพิ่มรูปแบบสินค้าให้หลากหลายขึ้น อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการส่งเสริมการตลาดที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตในธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.อัครวิทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมืองนวัตกรรมอาหารที่ถูกตั้งขึ้นโดย สอวช. ได้ออกแบบแพลตฟอร์มในการให้บริการภาคเอกชนไว้ค่อนข้างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การขอขึ้นทะเบียนกับ อย. และปัจจัยเรื่องการตลาดด้วย ในเรื่องของสถานที่ผลิต มีเครือข่ายอยู่กับ 15 มหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ด้วย สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม มีการจัดตั้ง OEM (Original Equipment Manufacturer) โรงงานขนาดเล็กของภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการผลิตให้กับภาคเอกชน

เพื่อให้ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเองในช่วงแรก ด้านโปรตีนทางเลือกจะทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับปรุงที่จะให้ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ส่วนของการตลาด มีความร่วมมืออยู่กับ Modern Trade หลายรายในการพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตสูง

161719933492

ด้าน ดร.กิติพงค์ ยังได้เสริมว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 อุตสาหกรรมอาหารยังถือเป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อีกทั้งคนไทยยังมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่อย่างต่อเนื่องจากการมองถึงความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับการหาเครือข่ายที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลที่มีหลายหน่วยงานพร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถคิดค้น

สร้างนวัตกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้นในต้นทุนที่ลดลง ทั้ง สอวช. เอง หรือเมืองนวัตกรรมอาหารก็สามารถให้ข้อมูลและร่วมหาแนวทางสนับสนุนได้ การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และคาดว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการใหม่ๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ สอวช. ต้องการส่งเสริมให้เห็นการพัฒนาด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย

Let's block ads! (Why?)


สอวช.ถก 'โปรตีนทางเลือกจากพืช' หวังสร้างอีโคซิสเต็ม ดันโอกาสธุรกิจไทย - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

ชมสดออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 เม.ย.64 ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 - ไทยรัฐ

1 เม.ย. 2564 06:01 น.

• ในงวดวันที่ 16 เมษายน 2564 สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ณ อาคารออกรางวัล สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดนนทบุรี ประชาชนที่สนใจรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป รับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่ง ประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ AM ความถี่ 891 กิโลเฮิรตซ์ และสามารถรับชมผ่านเว็บไซต์ของสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล www.glo.or.th แอปพลิเคชันของสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล “GLO Lottery official” ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป

• สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะเปิดให้ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วทำรายการซื้อสลากงวดวันที่ 16 เมษายน 2564 ในวันที่ 4 เมษายน 2564 และจองล่วงหน้าสลากงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 ในวันที่ 5-6 เมษายน 2564 ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารกรุงไทย

• สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดให้ลงทะเบียนจองคิวเพื่อขอรับเงินรางวัลสลากงวดวันที่ 1 เมษายน 2564 ผ่านเว็บไซต์ www.glo.or.th โดยเริ่มจองคิวได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนนี้เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ถูกรางวัลได้รับบริการที่สะดวกและเว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19

• เพื่อเป็นการอํานวยความสะดวก ผู้ถูกรางวัลสามารถรับเงินรางวัลได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ สามารถขึ้นเงินรางวัลงวดปัจจุบันได้ทุกรางวัล ยกเว้นรางวัลที่ 1 โดยมีค่าธรรมเนียมการให้บริการจากผู้ขอรับเงินรางวัล ในอัตราร้อยละ 1 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.0-2528-9999

• สำนักงานสลากฯ ขอเตือนตัวแทนจำหน่าย และผู้ซื้อจองล่วงหน้าฯการนำสลากไปขายต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในสัญญาและหลักเกณฑ์การรับสลากไปจำหน่าย

• สำนักงานสลากฯ ขอเตือนผู้ซื้อสลาก การซื้อสลากผ่านช่องทางดังกล่าว หากยังไม่ได้รับสลากมาไว้ในครอบครอง เมื่อถูกรางวัลท่านอาจไม่สามารถนำสลากมารับเงินรางวัลได้

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


ชมสดออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 เม.ย.64 ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 - ไทยรัฐ
Read More

นักวิชาการ มธ. เสนอกลไกทางเลือกแก้ PM 2.5 - ไทยโพสต์

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ แนะ ควรให้ ‘อำนาจสั่งการ’ คกก.อากาศสะอาด ดำเนินมาตรการข้ามหน่วยงาน พร้อม ‘บูรณาการงบประมาณ’ ตามภารกิจ...