Rechercher dans ce blog

Tuesday, August 2, 2022

'ไต้หวัน'เตรียมที่หลบภัยโจมตีทางอากาศ - กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน การเตรียมการของไต้หวันมีทั้งการกำหนดที่ให้ประชาชนเข้าไปหลบภัยถ้าจีนเริ่มยิงขีปนาวุธ ซึ่งไม่ใช่บังเกอร์โดยเฉพาะแต่เป็นพื้นที่ใต้ดิน เช่น ที่จอดรถ ระบบรถใต้ดิน และห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ นครไทเปมีที่หลบภัยดังกล่าวกว่า 4,600 จุด รองรับประชาชนได้ราว 12 ล้านคน มากกว่าประชากรเมืองหลวงกว่าสี่เท่า

ทางการไทเปปรับปรุงฐานข้อมูลที่หลบภัยอยู่เสมอ บอกที่ตั้งผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เปิดโซเชียลมีเดียและระดมติดโปสเตอร์เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนหาที่หลบภัยใกล้ที่สุดได้

นายอเบอร์ครอมบี หยาง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารอาคารในไทเปรับผิดชอบดูแลที่หลบภัยกล่าวว่า สงครามยูเครนกระตุ้นให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน

“พลเมืองทุกคนควรตระหนักถึงวิกฤติ เราจำเป็นต้องมีที่หลบภัยในกรณีที่เกิดการโจมตีโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน”

Adblock test (Why?)


'ไต้หวัน'เตรียมที่หลบภัยโจมตีทางอากาศ - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

ไต้หวันเตรียมที่หลบภัยใต้ดิน รับความเสี่ยงโจมตีทางอากาศ - ประชาชาติธุรกิจ

[unable to retrieve full-text content]

ไต้หวันเตรียมที่หลบภัยใต้ดิน รับความเสี่ยงโจมตีทางอากาศ  ประชาชาติธุรกิจ
ไต้หวันเตรียมที่หลบภัยใต้ดิน รับความเสี่ยงโจมตีทางอากาศ - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

Monday, August 1, 2022

หมอธีระวัฒน์ เผยข้อมูลช่องทางติดฝีดาษลิงทั้งทางตรงและอ้อม - ประชาชาติธุรกิจ

[unable to retrieve full-text content]

หมอธีระวัฒน์ เผยข้อมูลช่องทางติดฝีดาษลิงทั้งทางตรงและอ้อม  ประชาชาติธุรกิจ
หมอธีระวัฒน์ เผยข้อมูลช่องทางติดฝีดาษลิงทั้งทางตรงและอ้อม - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค กับความเสี่ยงของตลาดหุ้น - กรุงเทพธุรกิจ

การประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส2ปี 2565 ของสหรัฐฯ (ประมาณการครั้งแรก หรือ Advance Estimate) ที่ออกมาติดลบ 0.9% (Annualized Seasonal Adjustment Quarter on Quarter Basis)

ในสัปดาห์ก่อนเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับตัวเลข GDP ติดลบติดต่อกัน2ไตรมาส ซึ่งอาจจะไม่น่าแปลกใจในสายตาของนักวิเคราะห์และนักลงทุนที่คุ้นเคยกับเศรษฐกิจสหรัฐฯดี โดยในไตรมาสล่าสุดที่ GDP ติดลบ เป็นการลดลงจากหลายส่วน ทั้งเรื่องของการสะสมสินค้าคงคลัง การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐฯ แต่เศรษฐกิจก็หดตัวในอัตราที่น้อยลงกว่าไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้น

แต่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะไม่สนใจเรื่องของ “Technical Recession” ดังกล่าว รวมถึงการที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.ด้วย ทำให้โดยรวมในเดือน ก.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีที่สุดนับตั้งแต่ปี เม.ย. 2563  เป็นต้นมา โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวสูงขึ้น 6.7% ดัชนี S&P500 9.11% และ NASDAQ Composite 12.35% นอกจากนั้นยังสวนทางกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่ในภาพรวมดีไม่เท่าในไตรมาสก่อนๆ ในขณะที่การลดการจ้างงานรวมถึงการชะลอการลงทุนนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมว่าประเด็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่แท้จริงนั้นยังมีอยู่ และความเสี่ยงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากการประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนักวิเคราะห์ต่างๆ คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2.0% ในปีนี้ เทียบกับที่เคยคาดไว้ตอนต้นปีที่ 4.0% ซึ่งแสดงให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน รวมถึงประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมักจะจบลงด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากถึง 8 ใน 11 ครั้งของวัฏจักรการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด

การวัดเรื่องของภาวะ Recession นั้นทำได้หลากหลาย แต่ช่องทางหนึ่งที่เป็นที่นิยม นับเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าเชื่อถือและถูกใช้อย่างแพร่หลายในบทความทางวิชาการและการวิเคราะห์ต่างๆ คือ การยึดตามการประกาศของ National Bureau of Economic Research (NBER) ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

โดย NBER ให้คำนิยามเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และจะขึ้นอยู่กับความรุนแรง (Depth) การกระจายตัว (Diffusion) และระยะเวลา (Duration) ประกอบกัน ไม่ได้วัดจาก GDP ติดลบเพียงอย่างเดียว เช่น ในรอบล่าสุดในปี 2563 ซึ่งเข้าข่ายภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากการแพร่ระบาดและมาตรการที่เข้มงวดของภาครัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบในวงกว้าง แม้จะกินเวลาสั้นๆ เพียง 2 เดือน แต่โดยรวมก็เข้าข่ายภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นต้น

แต่ประเด็นก็คือการประกาศอย่างเป็นทางการนั้นล่าช้า กล่าวคือ จากข้อมูลในอดีตกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอยอย่างต้องใช้เวลาตั้งแต่ 4 ถึง 21 เดือน หลังจากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยไปแล้ว เนื่องจากจุดสูงสุด (Peak) หรือต่ำสุด (Trough) จะกำหนดได้และเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วช่วงหนึ่งเท่านั้น เช่น เศรษฐกิจถดถอยในช่วงของการแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ เม.ย. 2563 จนถึง มิ.ย. 2563 ซึ่งกินระยะเวลาเพียง 2 เดือน แต่กว่าจะถูกจัดอยู่ในช่วงของการถดถอยอย่างเป็นทางการคือในเดือน ก.ค. 2021 ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปี ทำให้เราคงใช้การประกาศเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนและประเมินความเสี่ยงได้ยาก

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือ การติดตามตัวเลขสำคัญๆต่าง ที่เกี่ยวข้อง และเป็นตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจ (Leading Indicators) เช่น รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน ตัวเลขการจ้างงาน การใช้จ่ายที่แท้จริงของครัวเรือน การผลิตภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยในปัจจุบันหากมองภาพจากหลายๆ ส่วนของเศรษฐกิจประกอบกัน ในภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้แม้จะด้วยอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะภาคแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ น่าจะสูงเกินระดับก่อนการแพร่ระบาดในเดือน ส.ค. นี้ 

นับเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 30 เดือน เมื่อเทียบกับที่ต้องใช้เวลาถึง 76 เดือน และ 48 เดือนตามลำดับ สำหรับภาคแรงงานในการฟื้นตัวจากวิกฤติ Subprime และ Dot.com ในปี 2008 และ 2001 ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการว่างงานก็ยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 3.6% หรือแม้แต่การเติบโตของค่าแรง (Average Hourly Earnings) ล่าสุดก็อยู่ที่ 5.1% รวมถึงปัจจัยด้านอื่นๆ ด้วยที่ก็ยังส่งสัญญาณคล้ายๆ กัน กล่าวคือชะลอตัวลง และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป

โดยบ่อยครั้งที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นหรือลงเร็วกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงๆ แต่การฟื้นตัวในรอบนี้จะเป็นการฟื้นตัวพ้นจุดต่ำสุดในระยะกลาง หรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจภายใต้นโยบายการเงินที่เป็นมิตรน้อยลงที่จะเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และเงินเฟ้อที่ยังไม่แน่ว่าจะพ้นจุดสูงสุดไปจริงๆ แล้วหรือยัง

 แม้ประเด็นด้านอุปสงค์จะน้อยลง แต่ประเด็นด้านอุปทานนั้นยังคงคาดเดาได้ยาก เช่นเดิมกับในสัปดาห์ก่อนๆ แม้ภาวะตลาดโดยรวมจะดูดีขึ้นแต่อาจจะเป็นเพียงในระยะสั้นซึ่งนักลงทุนยังคงต้องบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และปรับสัดส่วนให้เหมาะสมสอดคล้องกับภาวะตลาดกันต่อไปครับ

      หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด

Adblock test (Why?)


เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค กับความเสี่ยงของตลาดหุ้น - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

OFFICIAL : แรมซีย์เปิดตัวซบนีซหลังแยกทางยูเวนตุส - Goal.com

มิดฟิลด์ชาวเวลส์ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกเอิง หลังจากถูกยูเวนตุสยกเลิกสัญญาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อารอน แรมซีย์ กองกลางชาวเวลส์ ตกลงย้ายไปเล่นให้นีซ ทีมในลีกเอิงเรียบร้อยแล้ว ตามคำยืนยันจากทางสโมสร

มิดฟิลด์วัย 31 ปี เพิ่งแยกทางกับยูเวนตุส หลังจากที่แทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามจนต้องถูกยืมตัวไปอยู่กับเรนเจอร์สเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี แรมซีย์ยังคงต้องเจอฝันร้ายหลังจากไปเล่นให้เรนเจอร์ส เมื่อดันยิงจุดโทษไม่เข้า จนทำให้ทีมแพ้แก่ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต ในนัดชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก ชวดแชมป์อย่างน่าเสียดาย

ก่อนหน้านี้ แรมซีย์เคยมีข่าวลือว่าอาจจะย้ายกลับไปเล่นในอังกฤษ หรือแม้กระทั่งโยกไปค้าแข้งใน MLS ของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะมาเปิดตัวกับนีซในที่สุด

Adblock test (Why?)


OFFICIAL : แรมซีย์เปิดตัวซบนีซหลังแยกทางยูเวนตุส - Goal.com
Read More

รัสเซีย แสดงแสนยานุภาพทางทะเลฉลองวันกองทัพเรือ - PPTVHD36

เมื่อวานนี้ ( 31 ก.ค.)เป็นวันกองทัพเรือรัสเซีย นอกจากมีการแสดงแสนยานุภาพทางทะเลแล้ว ประธานาธิบดีปูตินมีการประกาศสิ่งที่เรียกว่า New Navy Doctrine หรือหลักนิยมกองทัพเรือฉบับใหม่ เป้าหมายสูงสุดของหลักการนี้คือ รัสเซียต้องผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทะเลให้ได้ และใครก็ตามที่ขัดขวางจะถูกนับว่าเป็นภัยคุกคาม และรัสเซียสามารถใช้กำลังได้ตามความเหมาะสมโดยน่านน้ำที่เป็นเป้าหมายของรัสเซียในการขยายอำนาจคือ มหาสมุทรอาร์กติก ทะเลดำ รวมถึงภัยคุกคามหรือศัตรูหลักของรัสเซียในพื้นที่ดังกล่าว อย่าง สหรัฐฯ

แบรนด์รถยนต์ระงับผลิตใน รัสเซีย หลังโจมตี ยูเครน ทั่วโลกไม่พอใจ

สหพันธ์แมวนานาชาติ ประกาศแบน "แมวรัสเซีย" ห้ามจดทะเบียน-ประกวด

รัสเซีย แสดงแสนยานุภาพทางทะเลฉลองวันกองทัพเรือ

ภาพของการเฉลิมฉลองและการแสดงแสนยานุภาพทางทะเลของรัสเซียเนื่องในวันกองทัพเรือ ที่ถูกจัดขึ้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เมื่อวานนี้ โดยขบวนพาเหรดที่จัดขึ้นประกอบไปด้วย ขบวนทางเรือ ขบวนทางบก และขบวนทางอากาศ

ชสำหรับขบวนพาเหรดทางเรือประกอบไปด้วยเรือรบ เรือเดินสมุทร และเรือดำน้ำประมาณ 47 ลำ ซึ่งทั้งหมดเดินทางมาจากน่านน้ำแปซิฟิก ทะเลบอลติก ทะเลดำ และทางตอนเหนือของรัสเซีย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ ประธานาธิบดีปูตินได้ระบุถึงการเพิ่มศักยภาพทางทะเลว่า รัฐบาลเตรียมจะส่งมอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “ซิครอน” (Zircon) ให้กับกองทัพเรือรัสเซีย เพื่อใช้ร่วมเรือรบฟริเกตที่มีชื่อว่าแอดมิรัล กอร์ชคอฟ (Admiral Gorshkov frigate) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ผู้นำรัสเซียระบุด้วยว่า ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงนี้จะนำไปประจำการในจุดที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ โดยมีหลายจุดที่เป็นไปได้ ทั้ง ทะเลดำ ทะเลโอค็อตสค์ ทะเลแบริ่ง ช่องแคบบอลติก ทะเลแคสเปียน ช่องแคบคูริล และมหาสมุทรอาร์กติก

คาดการณ์กันว่าพื้นที่ผลประโยชน์ของชาติที่รัสเซียน่าจะให้ความสำคัญมากที่สุดคือ บริเวณทะเลดำและมหาสมุทรอาร์กติก

เนื่องจากในวันเดียวกันนี้เอง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ประกาศ Doctrine หรือหลักนิยมกองทัพเรือฉบับใหม่ หลักนิยมหรือ Doctrine เปรียบเสมือนคัมภีร์ที่บรรจุแนวทางหรือยุทธศาสตร์

หลักนิยมกองทัพเรือฉบับใหม่ของรัสเซีย หรือ New Navy Doctrine ซึ่งมีทั้งหมด 55 หน้า ได้บรรจุแนวทางหรือยุทธศาสตร์ให้รัสเซียก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเล และพัฒนาทะเลอย่างยั่งยืน 

โดยน่านน้ำสำคัญที่ถูกระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้คือ มหาสมุทรอาร์กติก ทะเลอาซอฟ และทะเลดำ ซึ่งรัสเซียระบุชัดเจนว่า การปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในน่านน้ำถือเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลรัสเซีย

นอกจากนี้ ในเอกสารนี้มีการระบุชื่อภัยคุกคามหลักของรัสเซียด้วย นั่นคือ สหรัฐฯ และนาโต

โดยเอกสารนี้ระบุว่า นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่มุ่งควบคุมมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลกและความเคลื่อนไหวขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ที่ขยายเครือข่ายชาติสมาชิกเข้าใกล้พรมแดนรัสเซีย

สิ่งเหล่านี้ คือภัยคุกคามที่สำคัญและรัสเซียจะใช้กำลังทางทหารตามความเหมาะสมในสถานการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางการทูตและมาตรการเศรษฐกิจ

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร Add friend ได้ที่ @PPTVOnline

Adblock test (Why?)


รัสเซีย แสดงแสนยานุภาพทางทะเลฉลองวันกองทัพเรือ - PPTVHD36
Read More

'ถดถอยเศรษฐกิจทางเทคนิค' ไม่สำคัญเท่าปากท้องชาวบ้าน - ไทยโพสต์

สินค้าคงคลังลดลง

การชะลอตัวของการใช้จ่ายภาครัฐเพราะมีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ว่าการบริโภคและการส่งออกยังโตในอัตราใช้ได้ แต่มีสัญญาว่ากำลังชะลอตัวลง

นักวิเคราะห์ที่อ้างว่ายังไม่อาจจะบอกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ recession เพราะยังมีปัญหาด้านบวกอยู่เหมือนกัน เช่น

ตลาดแรงงานยังดูดี อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.6% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยผ่านมาด้วยซ้ำ              

ทางการสหรัฐฯ อ้างว่าตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าจ้างก็ยังเพิ่มขึ้น

ถ้าเชื่อว่านี่คือ recession ในขณะที่คนมีงานทำมากขึ้นก็ต้องนิยามคำว่า “เศรษฐกิจถดถอย” ใหม่

เกิดคำล้อเลียนว่าแต่ก่อนเรียกว่า jobless recovery เมื่อหลายปีก่อน

คือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งๆ ที่คนยังตกงานกันเยอะ

ครั้งนี้จะเรียกว่าเป็น "jobful recession” ได้หรือเปล่า

หรือนี่คือ new normal ความปกติแบบใหม่ที่มีผลจากภาวะ “โลกรวน”

โลกรวนทั้งเรื่องภูมิอากาศธรรมชาติและนิเวศแห่งเศรษฐกิจ

เพราะเอาตำราเก่าๆ มาใช้ไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อวานผมเขียนถึง NBER ที่เป็นสถาบันวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจที่ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังไม่เข้าข่าย recession

หน่วยงานนี้ชื่อ Business Cycle Dating Committee ของ National Bureau of Economic Research หรือ NBER

ซึ่งระบุคำนิยามของ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ว่าหมายถึง

"ภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อหลายภาคส่วนในเศรษฐกิจ และกินเวลามากกว่าสองสามเดือน...”

นั่นแปลว่า การจะประกาศว่าเป็น “ภาวะถดถอย” นั้นจะมีดัชนีวัดเพียงแค่ตัวเลขติดลบในภาพรวมเท่านั้นไม่ได้

ต้องพิจารณามิติทั้งกว้างและลึก และต้องมีกรอบเวลาที่ยาวพอสมควร

ถ้าเป็นคนไข้ หมอก็ต้องดูทั้งความดัน, ไขมัน, น้ำตาล...และอาการอื่นๆ ในร่างกายที่วินิจฉัยรวมแล้วเข้าข่ายป่วย...และป่วยเป็นโรคร้ายแรงเพียงใด

เขาดูตัวเลขอื่นประกอบด้วยเช่น รายได้ครัวเรือน การจ้างงาน การผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภค และยอดขายสินค้า

ย้อนกลับไปในอดีต NBER เคยประกาศว่าประเทศเข้าสู่ recession ทั้งสองกรณี

คือในภาวะที่จีพีดีติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

และในภาวะที่จีดีพีไม่ติดลบ แต่ปัจจัยอื่นมีภาวะเสื่อมทรุดจนเข้าข่าย “ถดถอย”

แต่ในภาวะวันนี้ของสหรัฐฯ ไม่ใช่ว่าไม่น่าเป็นห่วง

เพราะถ้า Fed เอาเงินเฟ้อไม่อยู่ทั้งๆ ที่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างแรงต่อเนื่อง ก็แปลว่า “ดื้อยา”

หมอที่เห็นคนไข้ดื้อยาจะต้องคิดหนัก เพราะได้ให้ยาที่ปกติจะแก้อาการโรคได้ แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ผล ทำให้ต้องคิดว่าจะต้องทำอะไรหนักกว่าที่ทำอยู่หรือไม่

เช่น ผ่าตัดและเตรียมห้องไอซียูไว้ให้พร้อม

นักวิเคราะห์จึงเตือนให้จับตาสิ้นปีนี้และต้นปีหน้า

น่าสังเกตว่าในการแถลงข่าวของประธานธนาคารกลาง Jerome Powell ของสหรัฐฯ วันที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดนั้น เขาบอกว่า spending and production has softened

การใช้จ่ายและการผลิตเริ่มอ่อนตัวลง

Growth in consumer spending has slowed significantly.

การเติบโตของการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

Activities in housing sector have weakened

ความคึกคักของภาคอสังหาฯ เริ่มอ่อนตัวลง

Business fixed investment also looks to have declined in Q2

การลงทุนของภาคธุรกิจในไตรมาสสองก็ดูเหมือนหดตัวลง

คำว่าอ่อนลง, ชะลอตัว และลดลง เหล่านี้สะท้อนว่า Fed เริ่มเชื่อว่าธนาคารกลางเชื่อว่า “ยาเริ่มออกฤทธิ์” เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจชะลอตัวลง

แต่จะมองแค่สหรัฐฯ อย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องหันมามองรอบๆ โดยเศรษฐกิจใหญ่ๆ ที่มีคนกระทบไปทั่ว

ไม่ว่าจะเป็นของยุโรปตะวันตก, จีน, ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ของรัสเซียและอาเซียนเอง

จึงต้องหันไปพิเคราะห์เศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาอย่างของยุโรปตะวันตก เพราะที่กำลังเผชิญปัญหาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย          

ต้องมองไปที่ญี่ปุ่นที่ก็กำลังร้อนๆ หนาวๆ เพราะต้องเจอกับพิษโควิดหนักกว่าที่คิด

ทุกวันนี้ยังมีการติดโควิดที่ญี่ปุ่นวันละกว่า 2 แสนคน

และอย่าลืมว่าจีนก็กำลังปวดหัวกับภาวะเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณไปในทางน่ากังวล

สาเหตุหนึ่งมาจากนโยบาย “โควิดต้องเป็นศูนย์”

กับปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นข่าวออกมาเป็นระยะๆ ในช่วงนี้

จนรัฐบาลจีนประกาศว่าปีนี้จะไม่มีการประกาศเป้าหมายอัตราโตทางเศรษฐกิจเหมือนทุกปีที่ผ่านมาแล้ว

ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น

นั่นแปลว่า ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจแบบ recession แล้วหรือยัง ปัญหาระดับโลกที่โยงกับปากท้องของประชาชนก็ยังหนักหนาสาหัสเป็นอย่างยิ่ง.

Adblock test (Why?)


'ถดถอยเศรษฐกิจทางเทคนิค' ไม่สำคัญเท่าปากท้องชาวบ้าน - ไทยโพสต์
Read More

นักวิชาการ มธ. เสนอกลไกทางเลือกแก้ PM 2.5 - ไทยโพสต์

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ แนะ ควรให้ ‘อำนาจสั่งการ’ คกก.อากาศสะอาด ดำเนินมาตรการข้ามหน่วยงาน พร้อม ‘บูรณาการงบประมาณ’ ตามภารกิจ...