“ล้านแตกเรียบร้อย ตายเกือบหมื่น” นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมสูงมาก และตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ
“...ต้องรื้อโครงสร้างประเทศ เพื่อให้ประเทศไปข้างหน้า สลักแรกที่ต้องถอด คือ ประยุทธ์
สภาฯถึงเวลาทางสองแพร่ง เลือกประยุทธ์หรือเลือกประเทศ เลือกประยุทธ์ไม่มีประเทศให้เหลือ
ถ้าเลือกประเทศ ประยุทธ์เป็นสลักแรกที่ต้องถอดออก เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
ผ่านมาถึงวันนี้ 7 เดือน เราสามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลม หากพรรคร่วมรัฐบาลยังตัดสินใจเลือกประยุทธ์อีกรอบ ประเทศไทยจะพังพินาศขนาดไหน
ผมจะเข้าไปอธิบายถึงความไม่ชอบมาพากล ไม่ใช่แค่ผมทำงานเชิงลึก ยังมีประชาชนส่งข้อมูลมาให้
มันไม่ใช่เรื่องแค่ไม่มีสติปัญญา แต่เห็นถึงเค้าโครงความตั้งใจ ความจงใจของประยุทธ์
และระบอบประยุทธ์ อำนาจที่อยู่ข้างหลังประยุทธ์ เครือข่ายของประยุทธ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายของชนชั้นนำของคนไม่กี่คน ที่ตั้งใจหากินบนความย่อยยับของเพื่อนร่วมชาติ
ต้องเปิดโปงให้เห็น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ย่อมทำให้ประเทศไปต่อได้”

เป็นออเดิร์ฟก่อนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขและรองนายกฯ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งพรรคก้าวไกลหมายมั่นปั้นมือรวบรวมข้อมูล หลักฐาน เพื่อชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
คาดหวังต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยยุบสภาฯ
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกรณีรายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ไม่มีรายชื่อถูกอภิปราย นายพิธา บอกว่า เราตั้งใจอภิปราย พล.อ.ประวิตร หลังจากมี ส.ส.ทำงานติดตามความไม่ชอบมาพากล โดยมีข้อมูลชัดเจนกว่า ร.อ.ธรรมนัส ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสถูกเสนอชื่อโดยพรรคอื่น
เราเสนอรายชื่อ 4 รัฐมนตรีเข้าไป สุดท้ายหารือกันไปมาด้วยเหตุด้วยผล พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติยื่นญัตติอภิปราย 6 คน ซึ่งการอภิปรายใคร ต้องใช้เสียง ส.ส.1 ใน 5 คือ 100 เสียง เรามีไม่พอ ฝ่ายค้านต้องร่วมมือช่วยกันเข้าชื่อ
ถึงเวลานั้นเราก็ต้องเลือกรักษาบรรยากาศการทำงานร่วมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้อย่างใจเรา พรรคก้าวไกลมีวุฒิภาวะพอที่จะทำงานต่อ โดยเห็นว่าเอา พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่งให้ได้ดีกว่า
ทีมการเมือง ถามว่าปัญหาขัดแย้งทางความคิดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล 3 เรื่องใหญ่ ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน ในส่วนงบกลาง การไม่สนับสนุนลงชื่ออภิปราย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร
นายพิธา บอกว่า ยังทำงานร่วมกันได้ ต้องแยกแยะ อันไหนเห็นไม่ต้องกันแล้วจะเงียบ ไม่พูด เพราะเป็นเพื่อนกัน เพื่อนต้องเตือนเพื่อน ถ้าเห็นต่างก็พูดคุยด้วยเหตุด้วยผล
ขอให้สังเกต 2 พรรคนี้ไม่เคยโจมตีเรื่องส่วนบุคคล เป็นแนวทางที่ให้ไว้กับลูกพรรค ให้เหตุผลมาก็ให้เหตุผลกลับ แบบนี้ยังคุยกันและทำงานร่วมกันได้
ขณะเดียวกันในเมื่อพรรคก้าวไกลมีจุดยืนให้ พล.อ.ประยุทธ์ยุบสภาฯคืนอำนาจให้ประชาชน ก็ต้องไปดูความพร้อมของพรรคก้าวไกล โดย นายพิธา บอกว่า เราพร้อมตลอดไม่ว่าเกิดจากการยุบสภาฯหรือเลือกตั้งปี 66

เลือดเก่าออกไปก็มีเลือดใหม่กว่า ชัดกว่า โดนกว่า เข้ามา เป็นดาวฤกษ์ในตัวเอง ทั้งหมดผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด ประณีต
เราทำการเมืองใหม่ พรรคขับเคลื่อนได้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิก เพื่อผลักดันนโยบายที่ใช่ มีข้าราชการที่ตอบโจทย์ พึ่งประชาชนมาเป็นฐานรากที่เข็มแข็ง โดยขอแรง ขอยืมเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ จังหวัด
เพื่อต่อสู้กับการเมืองเก่า มีทั้งเงิน อำนาจ ใช้งบฯแผ่นดิน เงินจากกลุ่มทุนใหญ่ งบฯ ส.ส.50 ล้าน 100 ล้าน
เราไม่มีวันทำแบบนั้น ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจให้กลุ่มทหาร กลุ่มทุนหรือกลุ่มศักดินา
“ผมเป็นแคนดิเดตนายกฯแน่นอน เพราะมีทีมงานที่แข็งแกร่ง ผมมีความพร้อม มาถึงวันนี้เห็นเหรียญทุกด้านทั้งในและต่างประเทศ ผมและทีมงานในพรรค สามารถเข้ามายกระดับประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า” นายพิธา บอก เมื่อถูกตั้งคำถามว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า การันตีหัวหน้าพรรคก้าวไกลเหมาะเป็นนายกฯ
แต่ตอนนี้ยังไม่ตกผลึกว่าพรรคก้าวไกลจะเสนอบัญชีรายชื่อนายกฯกี่คน ยังไม่ได้หารือกัน เพราะต้องโฟกัสช่วยกันพาประเทศออกจากวิกฤติโควิด ให้มีการสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่ฝ่ายค้านจะทำได้ โดยย้ำให้จัดลำดับความสำคัญการฉีดวัคซีน เพื่อเปิดเศรษฐกิจให้ได้ และป้องกันการป่วยหนัก การเสียชีวิต
พร้อมเสนอให้นายกฯและ รมว.สาธารณสุข ขับเคลื่อนเปิดเจรจา 82 บริษัท ซึ่งกำลังทดลองวัคซีน 2.0 ในมนุษย์ ตอบโจทย์ไวรัส
กลายพันธุ์ โดยเอาทีมของไทยไปร่วมวิจัย ร่วมลงเงินช่วยวิจัย และสั่งซื้อวัคซีน 2.0 ล่วงหน้า
นอกจากนี้เรายังโฟกัสการแก้ปัญหาความรุนแรงที่ประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งเป็นธรรมดาในประเทศประชาธิปไตย ที่มีการประท้วง โดยไม่ใช้ความรุนแรง พอเกิดความรุนแรง เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ไม่รุนแรง

แต่ภาพที่เห็นรัฐกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองจากที่พรรคก้าวไกลลงพื้นที่ไปดู เห็นสถานการณ์กำลังไหลลื่นลงสู่เหว เพราะมีการใช้กระสุนจริง แต่อย่าเพิ่งฟันธงว่าใครยิงเด็ก ต้องเดินหน้าสอบสวนให้ยุติธรรม เรามีอดีตนายตำรวจคอยติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด
และที่เพิ่งผ่านพ้นไป การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 พรรคก้าวไกลทำหน้าที่เต็มที่ เพื่อรีดไขมันตัดงบในส่วนที่ไม่ตรงกับความท้าทายของประเทศ ไม่มีความจำเป็น และไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน
หากเราเป็นพรรคใหญ่ เป็นพรรครัฐบาล ยังตัดงบฯได้อีก 5 เท่า เพื่อเอาไปใช้แก้ปัญหาให้ตรงกับวิกฤติของประเทศ เน้นดูแลประชาชน แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกับพรรคอื่นใน กมธ.งบประมาณฯ รีดไขมันได้แค่ 1.6 หมื่นล้านบาท
ยังมีไขมันที่รีดได้อีก ทั้งโครงการที่เป็นไขมัน โครงสร้างรัฐราชการที่ซ้ำซ้อนกันเยอะ สามารถลดคนได้ถึง 50% เพราะงบฯถูกล็อกเอาไว้ในส่วนนี้ถึง 70% ที่เหลือ 30% เอาไปแก้วิกฤติ เพื่อตอบโจทย์ประเทศ ซึ่งมันน้อย ต้องประหยัด ใช้เงินมีประสิทธิภาพ มียุทธศาสตร์
และต้องเพิ่มประเภทงบฯสำหรับประชาชน ให้จับต้องได้ ถึงมีความภาคภูมิใจเสียภาษีให้ประเทศ เพื่อนำไปใช้พัฒนาประชาชนและสังคม
แต่กลับนำงบก้อนที่รีดไขมันได้ไปไว้ที่งบกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด เหมือนเตะหมูเข้าปากหมา พยายามละเมิดระบบนิติบัญญัติ เพื่อตอบโจทย์การเมืองอะไรสักอย่าง เป็นข้ออ้างทางการเมือง เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อกระบวนการนิติบัญญัติ ในการพิจารณางบประมาณ
“ระบบนี้เริ่มเห็นในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญในชั้น กมธ.ที่พยายามทำอยู่ จะทำสงครามออกรบต้องมีเสบียง ออกกฎกติกาหาสมรภูมิที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยไม่ขัดกันเองระหว่างแม่ทัพกับแม่ทัพ มันไม่ใช่แค่งบกลาง ไม่ใช่แค่การตีเช็คเปล่า ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญเต็มใบหรือไม่”

มันเป็นการละเมิดระบบนิติบัญญัติที่อันตรายมาก
นำไปสู่ทางลาดที่ลื่นของนิติบัญญัติจะไหลลงเหว
ทั้งที่ประเทศอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีโควิดเป็นตัวเร่ง เป็นความปกติใหม่ทางการเมืองบนฉันทามติเก่า ผู้มีอำนาจประสงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
สุดท้ายแก้ระบบการเลือกตั้งเป็นรายมาตรา เพื่อเติมเต็มสมการการเมืองตัวเอง โดยสอดไส้ผ่านการแปรญัตติ ใช้พวกมากลากไป แก้รัฐธรรมนูญไม่ตรงปก
ดูกระดานการเมืองมีธงต้องการกินรวบเบ็ดเสร็จ
แต่ยังเชื่ออำนาจนิติบัญญัติจะชี้ขาดให้เป็นไปตามหลักการ
และวันนี้ถึงเวลาต้องออกแบบกติกาให้ตอบโจทย์ประเทศ
เพื่อไปแข่งขันกันที่นโยบาย วัดกันที่วิสัยทัศน์ ครบ 4 ปีก็เปลี่ยน.
ทีมการเมือง
วัดใจพรรคร่วม : ทางเลือกสองแพร่งระหว่าง “ประยุทธ์” กับ “ประเทศ” - ไทยรัฐ
Read More
No comments:
Post a Comment