Rechercher dans ce blog

Saturday, January 6, 2024

ลง 1 นัด คว้า 1 แชมป์ "มาตา" แยกทาง "วิสเซล โกเบ" แล้วหลังหมดสัญญา - ไทยรัฐ

"ฆวน มาตา" ห้องเครื่องเลือดกระทิงดุ แยกทางกับ "วิสเซล โกเบ" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังหมดสัญญากับทีม โดยลง 1 นัด คว้าแชมป์เจลีก ติดมือ

วันที่ 6 ม.ค. 67 ฆวน มาตากองกลางชาวสเปน แยกทางกับ วิสเซล โกเบ ทีมดังแห่งศึก เจลีก ลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังหมดสัญญาระยะสั้นกับสโมสรต้นสังกัดทีมนี้

เป็นที่เข้าใจกันว่า ฆวน มาตา ย้ายจาก กาลาตาซาราย มาร่วมทีม วิสเซล โกบ ด้วยสัญญาระยะสั้นในช่วงกลางฤดูกาล โดยตัวเขาลงเล่นไปเพียงแค่ 1 นัด ราวๆ สิบนาทีเท่านั้น แต่การลงเล่นของเขานั้นถือว่ามีแชมป์ติดมือ เพราะทีมเข้าป้ายคว้าแชมป์ เจลีก ในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ฆวน มาตา ระบุว่า "ด้วยความสัตย์จริง ผมมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ จากการที่เราคว้าแชมป์เจลีกครั้งแรก แน่นอนว่าผมจะไม่มีทางลืมช่วงเวลาเหล่านี้ที่เราเคยมีร่วมกัน"

Adblock test (Why?)


ลง 1 นัด คว้า 1 แชมป์ "มาตา" แยกทาง "วิสเซล โกเบ" แล้วหลังหมดสัญญา - ไทยรัฐ
Read More

แนะนำยาง Bridgestone สำหรับวิ่งในเมืองและทางไกล - กรุงเทพธุรกิจ

ใครกำลังมองหายางรถยนต์ "Bridgestone" เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ บทความนี้พาไปแนะนำ 3 รุ่นยอดนิยมที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ทั้งในเมืองและเดินทางไกล ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ต้องติดตาม

ยางรถยนต์ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการขับขี่ การเลือกยางที่มีคุณภาพดีจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่ได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะใครที่ต้องขับขี่ทั้งในเมืองและทางไกลเป็นประจำ ยาง Bridgestone ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยและประสิทธิภาพที่ดี ในบทความนี้ จะพาไปแนะนำ ยาง Bridgestone 3 รุ่นยอดนิยม ส่วนจะมีรุ่นอะไร มีความน่าสนใจอย่างไร ไปติดตามอ่านพร้อมๆ กัน

เทคโนโลยีพิเศษของยาง Bridgestone

ยาง Bridgestone แต่ละรุ่น ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย ช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งเทคโนโลยีหลักๆ ของยาง Bridgestone มีดังนี้

  • NanoPro-Tech : เทคโนโลยีที่ช่วยให้ยางยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งบนถนนแห้งและเปียก
  • Eco Driving : เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม
  • Wear Control Technology : เทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของยาง

แนะนำยาง Bridgestone 3 รุ่น สำหรับวิ่งในเมืองและเดินทางไกล

จากเทคโนโลยีพิเศษที่กล่าวมาข้างต้น ขอแนะนำยาง Bridgestone 3 รุ่น ที่เหมาะสำหรับวิ่งในเมืองและเดินทางไกล มาดูกันว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

แนะนำยาง Bridgestone สำหรับวิ่งในเมืองและทางไกล

  • รุ่น Turanza T005A

ตัวแรกที่อยากแนะนำ เป็นยางสมรรถนะสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ในเมืองและเดินทางไกลเป็นประจำ ด้วยเทคโนโลยี NanoPro-Tech ช่วยให้ยางยึดเกาะถนนได้ดี ทั้งบนถนนแห้งหรือเปียก ช่วยให้มั่นใจในการขับขี่ รวมถึงยังมีเทคโนโลยี Comfort Control Technology ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนขณะขับขี่ ทำให้การขับขี่นุ่มสบาย จะไปไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น

แนะนำยาง Bridgestone สำหรับวิ่งในเมืองและทางไกล

  • รุ่น Alenza 001

ตัวต่อมาคือรุ่น Alenza 001 เป็นยางสมรรถนะสูงที่เน้นการประหยัดน้ำมันและอายุการใช้งานยาวนาน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและเดินทางไกลอย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยี Eco Driving ช่วยลดแรงเสียดทานขณะขับขี่ ช่วยประหยัดน้ำมัน และที่สำคัญยังมีเทคโนโลยี Wear Control Technology ที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางให้ยาวนานยิ่งขึ้นด้วย

แนะนำยาง Bridgestone สำหรับวิ่งในเมืองและทางไกล

  • รุ่น Ecopia EP300

ยางรุ่นสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ รุ่น Ecopia EP300 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยางประหยัดน้ำมันและเน้นความนุ่มสบายในการขับขี่ การันตีจากรางวัล Top Fuel Efficiency จากสถาบัน Consumer Reports ให้เป็นยางประหยัดน้ำมันอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ใครที่กำลังมองหายางประหยัดน้ำมันและนุ่มสบายในการขับขี่ จะพลาดตัวนี้ไปไม่ได้

เปลี่ยนยางรถยนต์นอกสถานที่ ตัวเลือกที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย

หากใครกำลังมองหายางรถยนต์ Bridgestone เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและประสิทธิภาพสูง ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเปลี่ยน ยางรถยนต์ เป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญ หากไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้ยางเสียหายได้ ดังนั้น การเลือกใช้บริการ เปลี่ยนยางรถยนต์ นอกสถานที่ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย 

EZY FIT มีบริการเปลี่ยนยางนอกสถานที่ ไม่เสียค่าบริการเปลี่ยนยาง ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ และเติมลมยางไนโตรเจน รับประกันยาง 1 ปี หรือ 25,000 กม. หากยางบวม แตก เคลมให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถ 25 รายการ และสามารถใช้บริการแบบ Onsite ถึงที่บ้าน เพิ่มความสะดวก ไม่ต้องเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 090-956-5566

Adblock test (Why?)


แนะนำยาง Bridgestone สำหรับวิ่งในเมืองและทางไกล - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

Friday, January 5, 2024

อัพเดต 5,000 ร้านค้า ออกใบกำกับอิเล็กทรอนิกส์ได้-เปิดทางใช้สิทธิ Easy E-Receipt - ประชาชาติธุรกิจ

Easy E-Receipt

เปิดข้อมูลกรมสรรพากรเผยผู้ประกอบการ/ร้านค้าอยู่ในระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 5,000 ราย สามารถเข้าร่วมมาตรการ “Easy E-Receipt” ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 50,000 บาทได้ พร้อมเผยวิธีสมัครเข้าระบบ “e-Tax Invoice & Receipt” และ “e-Tax Invoice by Time Stamp”

วันที่ 5 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุว่า จนถึง ณ 5 ม.ค. 2567 มีผู้ประกอบการอยู่ในระบบ e-Tax Invoice & Receipt แล้วทั้งสิ้น จำนวน 3,145 ราย ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ e-Tax Invoice by Time Stamp ล่าสุด มีทั้งสิ้น 2,139 ราย

ทั้งนี้ ตามมาตรการ Easy E-Receipt ที่ให้นำค่าซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ มาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ. 2567 นั้น ปีนี้กรมสรรพากรกำหนดให้สิทธิเฉพาะใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยต้องเป็นการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร้านค้าที่สามารถออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร แตกต่างจากใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบกระดาษอย่างไร

ทั้งนี้ e-Tax Invoice & e-Receipt คือ ใบกำกับภาษี (e-Tax Invoice) และใบรับ (e-Receipt) ที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และได้ลงลายมือชื่อโดยใช้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Certificate) ซึ่งประชาชนไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและจัดส่งให้กรมสรรพากรในการเข้าร่วมมาตรการ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีอีก หากมีข้อมูลในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรแล้ว

ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้อย่างไร

ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th โดยกดไปที่เมนู “ลงทะเบียน สำหรับผู้ใช้บริการครั้งแรก” หลังจากนั้นผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอ บ.อ.01 และยืนยันตัวตนด้วยลายมือชื่อดิจิทัลผ่านโปรแกรมลงทะเบียนและลงลายมือชื่อดิจิทัล (Ultimate Sign & Viewer) โดยไม่ต้องนำส่งเอกสารให้กรมสรรพากรพิจารณา

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาวิธีการจัดทำและนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่เว็บไซต์ https://etax.rd.go.th และกดไปที่เมนูสนับสนุน>คำแนะนำ/คู่มือการใช้งาน ผู้ประกอบการที่ต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp ควรเป็นผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี โดยสามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร https://ift.tt/qkerWZA โดยกดไปที่เมนู “ยื่นคำขออนุมัติ” เพื่อกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและพิมพ์เอกสาร ก.อ.01

สรรพากรตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ 1 หมื่นราย

ก่อนหน้านี้ น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมตั้งเป้าหมายว่า จากมาตรการที่ออกมารอบนี้ จะสามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายได้ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประมาณ 600,000-700,000 ราย ซึ่งส่วนที่จะดึงเข้าระบบตามมาตรการนี้จะเป็นร้านค้าเป็นหลัก เนื่องจากคนที่อยู่ในระบบ VAT บางส่วนก็ไม่ใช่ร้านค้าที่ขายสินค้า ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ด้วย

“ถ้าเข้าระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 15 วัน แต่อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรายใหญ่ที่ระบบพร้อม แต่ก็มีอีกแบบที่ให้รายเล็กสามารถเข้าได้ ก็คือ e-Tax Invoice by e-Mail ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการแค่ 7 วัน รูปแบบนี้มีมือถือแค่เครื่องเดียวก็สามารถทำได้ แต่ร้านค้าเหล่านี้ต้องอยู่ในระบบ VAT อยู่แล้ว ล่าสุดเราได้เรียกสรรพากรพื้นที่คุย มีการให้นโยบายไปอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมแล้ว” น.ส.กุลยากล่าว

Adblock test (Why?)


อัพเดต 5,000 ร้านค้า ออกใบกำกับอิเล็กทรอนิกส์ได้-เปิดทางใช้สิทธิ Easy E-Receipt - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg คาด SEC ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอนุมัติ Bitcoin ETF หลังโดนกดดันจาก BlackRock - Siam Blockchain

James Seyffart นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ได้ออกมาคาดการณ์ว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอนุมัติ Spot Bitcoin ETF

โดยตัวเขาให้เหตุผลเอาไว้ว่า ในตอนนี้ BlackRock ได้มีความพยายามกดดันทางหน่วยงานด้วยการประกาศว่าจะซื้อ Bitcoin มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ ผ่านการแก้ไขเอกสาร S-1 ล่าสุด ซึ่งทางบริษัทได้มีการซื้อ Bitcoin ไว้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมแล้ว

ซึ่งทาง BlackRock ได้อธิบายเอาไว้ว่า เงินจำนวนดังกล่าวได้นำมาซื้อ Bitcoin นั้น มาจากการระดมทุน การแก้ไขเอกสาร S-1 ล่าสุด ที่ได้ระดมทุน ETF ตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย Seed Capital Investor ของกองทุนได้การซื้อหุ้นมูลค่ามากถึง 100,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม James ก็ได้เตือนว่า แม้แผนการของ Blackrock นี้จะสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าผู้จัดการสินทรัพย์อาจกำลังเตรียมการเปิดตัวกองทุนในเร็วๆ นี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin ETF จะได้รับการอนุมัติแต่อย่างไร

ในขณะเดียวกัน ตัวเขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ BlackRock จะมีเงินทุนจำนวนมาก แต่ผู้ออกหุ้นรายอื่นเช่น Bitwise ก็ได้มีเงินทุนที่สูงเช่นกัน โดยในการแก้ไขเอกสาร Bitcoin ETF ล่าสุด ทางบริษัทเผยว่าอาจมีเงินทุนจำนวนมากถึง 200 ล้านดอลลาร์ ถ้าหากกองทุนของพวกเขาได้รับการอนุมัติ

นอกจากนี้ ตัวเขาได้แสดงความคิดว่า SEC ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ Spot Bitcoin ETF เพราะทางหน่วยงานเคยโดนฟ้องร้องจากทาง Grayscale และศาลก็ได้ตัดสินว่าเหตุผลที่ SEC ใช้ในการปฏิเสธใบสมัครของผู้จัดการสินทรัพย์นั้นไม่เพียงพอ

และตัวเขาเชื่อว่า การอนุมัติกองทุนนี้อาจจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่างวันที่8 ถึง 10 มกราคม

ที่มา: NewsBTC

Adblock test (Why?)


นักวิเคราะห์ของ Bloomberg คาด SEC ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอนุมัติ Bitcoin ETF หลังโดนกดดันจาก BlackRock - Siam Blockchain
Read More

เปิดขุมทรัพย์พลังงาน 'ล้านล้าน' รัฐบาลไม่แตะปมเขตแดนทางทะเล ไทย-กัมพูชา - กรุงเทพธุรกิจ

พื้นที่ไหล่ทวีปไทย-กัมพูชาที่ทับซ้อน 26,000 ตารางกิโลเมตร เป็นปัญหาที่ขัดแย้งมากว่า 45 ปี หลังจากที่ไทยตั้งคณะกรรมการเจรจาสิทธิและขอบไหล่ทวีปเมื่อปี 2512 และกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปเมื่อปี 2515 โดยที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีความพยายามที่จะเจรจาเพื่อหาข้อสรุปและนำไปสู่พื้นที่ร่วมพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area : JDA)

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเจรจากับกัมพูชาอีกครั้งแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ในขณะที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาถึงการเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ทางทะเลร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ล่าสุดนายเศรษฐา ได้ชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนพื้นที่ทับซ้อนทางพลังงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2567

นายกรัฐมนตรี ระบุถึงการที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางเยือนไทยวันที่ 7 ก.พ.2567 โดยหนึ่งในวาระที่จะเจรจา 2 ฝ่าย จะมีประเด็นเจรจาพื้นที่ทับซ้อนพื้นที่ทับซ้อนทางพลังงาน ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ที่มีมูลค่าหลายล้านล้านบาท ซึ่งควรหาข้อตกลงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ที่จะมีค่าใช้จ่ายพลังงานงานที่ลดลง และยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ไม่เจรจาพื้นที่แบ่งเขตแดนทางทะเล

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับช่วงปลายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้เจรจาระดับหนึ่งและเรื่องอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งมีแนวทางแล้วและถ้ามีการปรับเปลี่ยนคงไม่มาก

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของการหารือจะไม่แตะการแบ่งเขต (พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้น 11 องศาเหนือขึ้นไป) ที่จะเจรจาไม่จบ แต่จะเน้นการเจรจาเพื่อนำทรัพยากรในทะเลมาแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งควรเจรจาให้ได้ข้อยุติเร็วเพราะการนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ต้องใช้เวลา 2-7 ปี โดยเมื่อเจรจาสำเร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนการขุดเจาะและเดินท่อก๊าซ

เปิดขุมทรัพย์พลังงาน ‘ล้านล้าน’ รัฐบาลไม่แตะปมเขตแดนทางทะเล ไทย-กัมพูชา

รวมทั้งไทยมีความพร้อมทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ต้องแยกสัดส่วนการใช้งาน ซึ่งไทยมีท่อก๊าซเดินไว้แล้วและจะเพิ่มมูลค่าได้ 6-20 เท่า ดังนั้น เชื่อว่าจะเจรจาได้ข้อสรุปภายในรัฐบาลชุดปัจุบัน โดยกัมพูชาต้องการเจรจาให้สำเร็จเช่นกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

“ถ้าเจรจาสำเร็จจะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง เพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ 2 บาทเศษ ซึ่งทรัพยากรบนพื้นที่ทับซ้อนอย่างต่ำมีถึง 10 ล้านล้านบาท จะต้องทยอยนำขึ้นมา”

นอกจากนี้ ยังเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยหากขุดเจาะสำเร็จจะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท โดยเป็นพื้นที่ที่ใกล้แหล่งก๊าซที่มีศักยภาพในอ่าวไทย เช่น แหล่งเอราวัณ

ทั้งนี้ หากไทยไม่สามารถเจรจาพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวได้อาจต้องเลิกผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ โดยอาจต้องหันไปพึ่งเทคโนโลยีใหม่ เช่น โซลาร์เซลล์ที่มีต้นทุนเหลือ 2 บาท แต่ยังมีปัญหาเสถียรภาพของพลังงานได้ไม่สามารถผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องมีแบตเตอรี่ใช้กักเก็บพลังงานที่ในอนาคตจะมีราคาถูกลง

8เหตุผลไทยควรเจรจาพื้นทีทับซ้อน

สำหรับเหตุผลที่ไทยควรเร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน 8 ข้อ ดังนี้

1.ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมีปริมาณมาก ซึ่งจะมากกว่าหรือเท่ากับแหล่งเดิมในอ่าวไทยที่ไทยใช้มา 30 ปี คาดกันว่ามีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ จะเจรจาเฉพาะการแบ่งพลังงานและไม่เจรจาแบ่งดินแดนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งที่หาข้อยุติไม่ได้

2.ปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยและเมียนมาลดลงมาก อีกทั้งเมียนมามีความขัดแย้งในประเทศและมีการวางระเบิดท่อส่งก๊าซ จึงมีโอกาสให้ปริมาณก๊าซจากเมียนมาลดลง รวมทั้งราคาก๊าซจากอ่าวไทยและเมียนมาถูกกว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้ามาก

3.ก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนจะทำให้ไทยผลิตไฟฟ้าในราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศโดยต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซในอ่าวไทยอยู่หน่วยละ 2-3 บาท ต่ำกว่าราคาไฟฟ้าปัจจุบันที่หน่วยละ 4.70 บาท

4.ในอนาคตการใข้พลังงานจากฟอสซิลทั้งก๊าซ น้ำมันและถ่านหินจะลดลงมากเนื่องจากปัญหาโลกร้อน อีกทั้งคนจะใข้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และ พลังงานสะอาด พลังงานสีเขียวกันมากขึ้น

5.ก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนเป็นก๊าซเปียก (Wet Gas) ที่นำเข้าโรงแยกก๊าซและใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีได้ ซึ่งไทยมีโรงแยกก๊าซ 6 แห่ง อีกทั้งมีอุตสาหกรรมปิโตรเคขนาดใหญ่รองรับ ซึ่งการนำก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 6-20 เท่า

6.รัฐได้ค่าภาคหลวงมาแบ่งกันระหว่างไทยและกัมพูชา โดยในอดีตรัฐเคยเก็บค่าภาคหลวงได้ถึงปีละเกือบ 2 แสนล้านบาท และยังไม่นับธุรกิจต่อเนื่องทั้งธุรกิจขายก๊าซ ธุรกิจปิโตรเคมี โรงงานพลาสติก ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและจ่ายภาษีให้รัฐ

7.ค่าภาคหลวงที่จะได้รับมีโอกาสได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าเดิม เพราะบริเวณดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่ามีก๊าซธรรมชาติอยู่ในปริมาณมากอย่างแน่นอน ทำให้สามารถปรับค่าภาคหลวงให้มากกว่าเดิมได้ ซึ่งจะทำให้รัฐได้เงินมากขึ้น

8.การสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-8 ปี ดังนั้นจึงควรเร่งเจรจาให้จบตั้งแต่ตอนนี้

“เศรษฐา”เดินหน้าเจรจาเต็มที่

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เตรียมแผนงานที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว โดยดูท่าทีของรัฐบาลปัจจุบันมองว่าในการหารือกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึ่งจะมีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องนี้ โดยการเจรจาหนักจะเป็นบทบาทของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะทำหน้าที่ใช้ข้อมูลสนับสนุนเต็มที่

“การเจรจาถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติของแต่ละประเทศ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องทั้งข้อกฏหมาย ซึ่งหน้าที่ของกระทรวงพลังงานจึงจะต้องเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอแนะ ส่วนการเจรจาอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเลือกหยิบยกเรื่องไหนมา หรือทางกัมพูชาอาจจะมีข้อเสนอมาเช่นกัน จึงต้องอยู่ที่การตกรงระหว่างกัน เพราะเกี่ยวข้องถึงประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ผ่ายเพื่อนำทรัพยากรณ์ที่มีมูลค่ามหาศาลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งประชาชนคนไทยก็จะได้มีแหล่งพลังงานที่ราคาถูกเพิ่ม” แหล่งข่าว กล่าว

สำหรับข้อมูลที่เป็นไปได้มากที่สุดที่กระทรวงพลังงานอาจยกขึ้นมา คือ การบริหารจัดการในรูปแบบพื้นที่ร่วมพัฒนา JDA เพื่อผลิตปิโตรเลียมแบบไม่ยุ่งกับเส้นแบ่งเขตแดน ซึ่งมีความร่วมมือที่ดีกับกระทรวงการต่างประเทศจึงคาดว่าจะได้ข้อยยุติร่วมกัน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การหาข้อยุติปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่าง หรือ Overlapping Claims Area (OCA) ซึ่งอาจต้องปรับแนวทางการเจรจาและแนวทางการดำเนินทำงานใหม่ โดยเน้นการใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงานที่ไม่เกี่ยวกับการแบ่งเขตแดน

เสนอตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารปิโตรฯ

นอกจากนี้ อาจเสนอรูปแบบการตั้งองค์กรหรือบริษัทร่วมที่ไทยและกัมพูชามีหุ้นส่วน และได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล 2 ประเทศ  เพราะการนำข้อเจรจาแบ่งเขตแดนไปผูกกับการใช้ประโยชน์พลังงานจะไม่มีทางสำเร็จ เนื่องจากอ้างอิงกฎหมายที่เกิดขึ้นต่างวาระและเวลา

“หากไทยกับกัมพูชาร่วมกันตั้งบริษัทหรือองค์กรใดขึ้นมาถือหุ้นร่วมกันแล้วไปคุยกับรัฐบาล เมื่อรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบองค์กรที่ตั้งขึ้นมาย่อมเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับเขตแดน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

รวมทั้งที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำงานร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมข้อมูลให้รัฐบาลดำเนินการในเชิงนโยบาย โดยกำหนดวัตถุประสงค์การเจรจา 3 ประเด็น ได้แก่

1.การแก้ปัญหาพื้นที่ที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนที่มีขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร

2.การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนปี 2544 (MOU 2544) ซึ่งประกอบด้วยการเจรจาทำข้อตกลงแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ และการเจรจาจัดทำข้อตกลงการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกันใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ

3.การเจรจาใช้กลไกภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (JTC) ตามที่ตกลงกับฝ่ายกัมพูชาไว้แล้ว

หนุนเจรจาให้2ประเทศได้ข้อยุติ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลเดินหน้าเจรจาในเรื่องดังกล่าว แต่การเจรจาก็จะต้องมีกระบวนการและขั้นตอนกว่าจะบรรลุข้อตกลง และเป็นงานที่ต้องทำงานร่วมกันหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงาน เพื่อเป็นไปตามกฏหมายรัฐธรรมนูญในการตกลงและจะต้องเข้าสู่ที่ประชุมสภา

“ถือเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว หากสามารถเจรจาตกลงได้ จะทำให้มีโอกาสเข้าสำรวจ และมีโอกาสเจอและสามารถเพิ่มปริมาณสำรองพลังงานของประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและอาจต้องใช้เวลา”

Adblock test (Why?)


เปิดขุมทรัพย์พลังงาน 'ล้านล้าน' รัฐบาลไม่แตะปมเขตแดนทางทะเล ไทย-กัมพูชา - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

Thursday, January 4, 2024

"เจอแล้ว" ต้นเหตุคลิปหลอน โผล่ทางสามแพร่ง สาวขับรถผ่าน-ผวาทั้งคัน (คลิป) - ไทยรัฐ

จากกรณีสาวโพสต์คลิปสุดขนลุก เจอเด็กชุดขาววิ่งเล่นกลางดึก บริเวณทางสามแพร่งหลังวัดแห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี ขณะขับรถกลับบ้าน ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์เพียบ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงสิ่งที่เห็นในคลิป "คน" หรือ "ผี" ล่าสุดเจอแล้วต้นเหตุความหลอน  

จากกรณีผู้ใช้บัญชี TikTok ชื่อว่า Ferin โพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถภาพเด็กอายุประมาณ 4 ขวบ กระโดดเล่นอยู่กลางถนนในช่วงเวลา 23.30 น. ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นทางสามแพร่ง บริเวณหลังวัดแจ้งเจริญดอน (กลางดอน) เทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี พร้อมระบุข้อความว่า "ตอนนั้นกำลังจะกลับบ้านค่ะ แล้วคือทางกลับบ้านสามารถกลับได้หลายทาง โดยปกติก็ไม่เคยจะกลับทางนี้ เนื่องจากเป็นบริเวณหลังวัด แล้วค่อนข้างมืด แต่จู่ๆ เมื่อคืนเลือกกลับทางนี้โดยที่ไม่ได้คิดอะไร ก็ขับไปปกติค่ะ จนมาถึงโค้งนี้ ฉายไฟไปเห็นเด็กตรงสามแยกตามคลิปเลยค่ะ ตอนแรกชะลอรถเพราะว่าคนขับจะลงไป เนื่องจากเห็นเป็นเด็ก แต่จังหวะที่เด็กจะวิ่งเข้ามาใส่รถ เราเลยรู้สึกแปลกๆ ว่าบริเวณนั้นไม่มีบ้านคน แล้วมองซ้ายขวาไม่เห็นผู้ใหญ่ มีแต่สวนกล้วย แล้วมืดมาก เราเลยบอกให้คนขับรถรีบเหยียบคันเร่ง แล้วเดินหน้าค่ะ คือในกรณีเรามองได้หลายกรณี เนื่องจากตอนนั้นเป็นเวลามืด ไม่มีบ้านคน แล้วเงียบมาก เกรงว่าอาจจะเป็นกับดักของกลุ่มมิจฉาชีพที่คอยจี้ปล้นบริเวณนั้น โดยให้เด็กมาหลอกล่อก็เป็นได้ แต่อีกมุมหนึ่งก็คือในมุมลึกลับ หรือคิดว่าเป็นผี?? ซึ่งทุกคนในรถ 3 คน เห็นเหมือนกันหมดค่ะ แล้วท่าทางน้องดูร่าเริง ดูเป็นเด็กที่เหมือนจะกลัวรถ หรือกลัวในที่มืดแบบนั้น เพราะในส่วนตัวเราไปถามเพื่อนที่มีลูกช่วงอายุเท่านี้ ถ้าเป็นเด็กแล้วอยู่ในที่มืดคนเดียวแบบนั้นคงน่าจะร้องไห้ แต่ท่าทางน้องกระโดดโลดเต้นเหมือนดีใจค่ะ" จนชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ และแชร์คลิปดังกล่าวออกไปเป็นจำนวนมาก พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่า "เป็นคนหรือผี"

ล่าสุด เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ 4 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบว่าถนนดังกล่าวอยู่หลังวัด มีบ้านเรือนชาวบ้านอยู่ใกล้กับทางสามแพร่ง โดยได้พบกับ นายสุรัตน์ แก้วพันวงษ์สา อายุ 39 ปี และ น.ส.บัวสอน เย็นเสมอ อายุ 40 ปี ซึ่งทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน และเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว 

จากการสอบถาม นายสุรัตน์ แก้วพันวงษ์สา สามี เล่าว่า เด็กในคลิปชื่อ ด.ช.ฟิว อายุ 3 ขวบ เป็นลูกชายตน คืนนั้นก่อนเกิดเหตุตนนั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้านของพี่ชายที่อยู่ใกล้กับแยกทางสามแพร่ง ส่วนลูกชายก็วิ่งเล่นและกระโดดอยู่บริเวณหน้าบ้าน และวิ่งกลับไปกลับมา ไม่ใช่ผี หรือกุมาร หรือวิญญาณอะไร ตนยอมรับว่าให้ลูกวิ่งเล่นจริง แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้คลาดสายตาไปไหน คอยดูอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ น.ส.บัวสอน ภรรยา เล่าว่า คืนนั้นเป็นวันปีใหม่ จึงพาลูกกับสามีไปกินข้าวที่บ้านพี่ชาย ส่วนลูกชายก็ไปด้วยกัน โดยคืนนั้นลูกใส่เสื้อสีขาว คืนวันนั้นลูกวิ่งเล่นอยู่กับเด็กอีกคนวัยใกล้ๆ กัน ซึ่งลูกชอบวิ่งกระโดดไปมาตามนิสัยเด็ก ตนยืนยันว่าคนในคลิปคือ น้องฟิว ลูกชายตนจริง

"ตนขอโทษที่ทำให้คนเข้าใจผิด แต่อันที่จริงตนดูแลน้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้คลาดสายตา ซึ่งลูกเป็นคนร่าเริง ชอบวิ่งไปวิ่งมาตามประสาเด็กเท่านั้นเอง

Adblock test (Why?)


"เจอแล้ว" ต้นเหตุคลิปหลอน โผล่ทางสามแพร่ง สาวขับรถผ่าน-ผวาทั้งคัน (คลิป) - ไทยรัฐ
Read More

ส่องงานสร้าง 'คลองผิงลู่' ทางลัดสู่ทะเลในกว่างซี (มีคลิป) - ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวได้นำเสนอประมวลภาพการก่อสร้างส่วนต่างๆ ของ “คลองผิงลู่” ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน แสดงถึงความคืบหน้าของการผุดคลองผิงลู่ ซึ่งจะเป็นโครงการสำคัญบนระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ของจีน


“คลองผิงลู่” (Pinglu Canal)  เริ่มงานก่อสร้างเมื่อเดือน พ.ค.2023 งบก่อสร้าง 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.55 แสนล้านบาท) โครงการประกอบด้วยทางน้ำ ศูนย์การขนส่งทางเรือ และโครงสร้างสำหรับอนุรักษ์น้ำ เป็นต้น คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2026

คลองผิงลู่ มีความยาว 134.2 กิโลเมตร จะทอดตัวจากอ่างเก็บน้ำซีจินในเมืองเหิงโจว ไปท่าเรือชินโจวในอำเภอเหลียงซานของมณฑลกว่างซี จากนั้นเรือขนส่งสินค้าสามารถเข้าถึงอ่าวเป่ยปู้ผ่านแม่น้ำชินเจียง และกลายเป็นเส้นทางลัดสู่ทะเลของมณฑลกว่างซีและภูมิภาคอื่นๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

นอกจากนี้ จะเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าที่สะดวกที่สุดสำหรับการค้าจีน-อาเซียน โดยทำให้การขนส่งสินค้าของกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าถึงตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างสะดวก และเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่า


การขุดคลองผิงลู่ ถือเป็นการสืบสานโครงการประวัติศาสตร์ โดยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ดร.ซุนยัตเซน (1866-1925) ริเริ่มแนวคิดสร้าง “คลองผิงลู่” เชื่อมจูเจียง (แม่น้ำไข่มุก) ซีเจียง และอ่าวเป่ยปู้ เพื่อยกระดับความสามารถขนส่งสินค้า และต้นทุนการขนส่งที่ถูกลง

ในที่สุด โครงการผุดคลองผิงลู่ก็จะเป็นจริงใน 2 ปีข้างหน้า .

(แฟ้มภาพซินหัว, บันทึกภาพวันที่ 23-24 ธ.ค.2023)

Cip: CGTN

CCTV plus

Adblock test (Why?)


ส่องงานสร้าง 'คลองผิงลู่' ทางลัดสู่ทะเลในกว่างซี (มีคลิป) - ผู้จัดการออนไลน์
Read More

นักวิชาการ มธ. เสนอกลไกทางเลือกแก้ PM 2.5 - ไทยโพสต์

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ แนะ ควรให้ ‘อำนาจสั่งการ’ คกก.อากาศสะอาด ดำเนินมาตรการข้ามหน่วยงาน พร้อม ‘บูรณาการงบประมาณ’ ตามภารกิจ...